ภัยเงียบใกล้ตัว! อันตรายจากการใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมสารเคมี (1)

ปัจจุบันนี้…สาวๆหลายคนเริ่มหันมาดูแลสุขภาพผิวกันมากขึ้น ประกอบกับภาวะฝุ่นควัน รวมถึงมลภาวะต่าง ๆ ล้วนทำร้ายผิวของเรากันทั้งนั้น สาว ๆ หลายคนจึงมองหาผลิตภัณฑ์สกินแคร์มาบำรุงผิว เพื่อฟื้นฟูและลดปัญหาผิวต่าง ๆ ทั้งสิวอุดตัน สิวอักเสบ ริ้วรอย กระ ฝ้า รอยดำรอยแดง และอีกมากมาย นอกจากการบำรุงแล้ว การแต่งหน้าก็เป็นอีกวิธีในการช่วยปกปิดปัญหาผิว พร้อมเสริมความมั่นใจในยามที่ต้องออกไปเจอผู้คน เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี เมื่อต้องพบปะลูกค้าหรือประชุม ทั้งเครื่องสำอางและสกินแคร์ล้วนเป็นของคู่ใจสาว ๆ ทุกคน แต่… รู้หรือไม่? ว่าภัยเงียบจากการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คุณคิด วันนี้ Nectaris มาบอกสาว ๆ ถึงภัยอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสารเคมี ภัยเงียบใกล้ตัวที่สาว ๆ หลายคนอาจไม่รู้ จะมีอะไรกันบ้างมาทำความรู้จักกับภัยอันตรายเหล่านี้กันเลยค่า

สารลดความตึงผิว (Surfactant)

สารลดความตึงผิว มีชื่อเรียกโดยทั่วไปทางวิทยาศาสตร์ว่า “Surfactant” โดยทั่วไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ แชมพู ครีมนวด  โฟมล้างหน้า หรือของใช้ในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดพื้น เป็นต้น โดยการใส่สารลดความตึงผิวลงในน้ำหรือของเหลว จะทำให้เกิดฟองและการทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวเกือบทุกยี่ห้อจึงมีการใส่สารลดความตึงผิวนี้ เพื่อทำให้เกิดฟองและสามารถทำความสะอาดโดยขจัดคาบน้ำมันและสิ่งสกปรกออกไป

                สารลดความตึงผิวที่นิยมพบบ่อย ได้แก่ SLS (Sodium laureth sulfate), SLES มีคุณสมบัติช่วยชะล้างสิ่งสกปรกได้ดีมาก มีฟองมาก แต่ค่อนข้างระคายเคืองผิว นิยมใช้กันมากในสบู่ แชมพู ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าต่าง ๆ และน้ำยาล้างจาน Polyquaternium, CTAB โดยสารกลุ่มนี้ไม่มีความสามารถในการทำความสะอาด แต่สามารถเกาะและเคลือบสัมผัสได้ดี จึงนิยมใช้ในกลุ่มของครีมยวดผม หรือ น้ำยาปรับผ้านุ่ม

หลายๆคนไม่ชอบผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฟอง เพราะทำให้รู้สึกว่าไม่สะอาด แต่จริง ๆแล้ว การมีฟองหรือไม่มีฟองนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการทำความสะอาดชะล้างสิ่งสกปรกเลย จึงเกิดเป็นความเชื่อผิด ๆว่ายิ่งฟองเยอะจะยิ่งสะอาด ความจริงแล้วการที่ฟองเยอะจะทำให้ผิวเรายิ่งระคายเคืองด้วยซ้ำ และหากใช้สารลดความตึงผิวมาก ๆ หรือเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดการอักเสบกับผิว ผื่นแดง เป็นสิว รวมถึงสาเหตุหนึ่งของโรคผิวหนังและมะเร็งรังไข่อีกด้วย และอีกชนิดที่สำคัญ คือ PEG (Polythyene glycol อันเป็นสาเหตุของความผิดปกติในตับและไต และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งได้

ที่มา : https://www.derma-innovation.com/content/13165/surfactant-สารทำความสะอาด-ที่หลายคนไม่รู้จัก

สารกันเสีย (Antiseptic หรือ Preservative)

สารกันเสียที่พบในเครื่องสำอางหรือสกินแคร์จะเป็นสารกลุ่มพาราเบนซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรีย ป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์เสียง่าย นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์อาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผม ครีมบำรุงหน้า น้ำยาดัดผม ยาสีฟัน เป็นต้น โดยสารในกลุ่มพาราเบน เช่น Paraben, Triclosan, Disodium EDTA, Methylisothiazolinone, Butylated hydroxyanisole (BHA)  เป็นต้น

สารกันเสียเหล่านี้หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ผิวอักเสบ เกิดอาการแพ้ มีโอกาสเป็นโรคผิวหนัง หรือโรคมะเร็ง ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูกได้ ทั้งนี้ เคยมีรายงานผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมและตรวจพบพาราเบนในเซลล์มะเร็ง ซึ่งถึงแม้จะยังไม่มีงานวิจัยยืนยันแน่ชัดว่าเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของพาราเบนจะก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่ก็เริ่มมีความกังวลและสร้างข้อกำหนดในการใช้มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีการใช้สารชนิดอื่นซึ่งผลิตจากธรรมชาติเป็นสารกันเสียแทน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และสามารถใช้ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ที่มา : https://praew.com/beauty/111669.html

น้ำหอม (Perfume หรือ Fragrance)

น้ำหอมมักเป็นส่วนผสมที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เนื่องจากต้องการให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีกลิ่นหอม เพื่อดึงดูดให้น่าใช้ยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมทำให้ผิวเราเกิดการระคายเคือง อาการแพ้ โรคผิวหนัง อัลไซเมอร์ รวมถึงมะเร็งและความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธ์เมื่อสัมผัสเป็นเวลานาน

ที่มา : https://www.idskinexpert.com/knowledge/ทำไมควรเลี่ยงครีมที่มี/

สามารถกดไปอ่านต่อที่ (2)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *